|
 |
|
| คนจีนซึ่งเคยทำเครื่องปั้นดินเผามาก่อนจากเมืองจีน
ได้มาริเริ่มทำโอ่ง อ่าง
ไห ขาย
|
| จีนรุ่นบุกเบิกชื่อ
นายจือเหม็ง
แซ่อึ้งและพรรคพวก
ได้รวบรวมทุนได้
3,000 บาท
ตั้งโรงงานเถ้าเซ่งหลีขึ้น |
| เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.
2476
เป็นโรงงานขนาดเล็กบริเวณสนามบินอยู่ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลราชบุรีเดี๋ยวนี้
|
| แหล่งดินสีแดงที่ราชบุรีก็ค่อนข้างจะมีคุณภาพเหมือนที่เมืองจีน
ดังนั้น
จากเดิมเราใช้โอ่งอ่างไหจากเมืองจีน |
|
ผู้ริเริ่มก็ทำอ่าง
ไห กระปุก
และโอ่งบ้างเล็กน้อย
ให้ชาวมอญราชบุรีใส่เรือไปเร่ขาย
|
| การทำโอ่งได้ริเริ่มอย่างจริงจังก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่
2
ดินขาวที่ใช้แต่งลวดลายเดิมได้มาจากเมืองจีน |
| ต่อมาได้หาทดแทนจากดินที่ท่าใหม่จันทบุรี และสุราษฏร์ธานี
|
|
เมื่อกิจการรุ่งเรืองขึ้น
โรงงานจึงขยายกิจการและผลิตโอ่งเพิ่มมากขึ้น |
| หุ้นส่วนหลายคนแยกตัวไปตั้งโรงงานเอง โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี |
|
ปัจจุบันมีโรงงานผลิตโอ่งอยู่ถึง
42 แห่ง และเป็นโรงงานผลิตเครื่องเคลือบรูปแบบต่าง
ๆ ออกไปอีก
17 แห่งตามจังหวัดอื่น
ๆ ที่แยกไปจากนี้
คือ ที่อำเภอ |
|
หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
จังหวัดชลบุรีและในกรุงเทพมหานครบริเวณ สามเสน
เป็นต้น
|
|
เจ้าของโรงงาน ช่างปั้น
และประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดราชบุรี
เมื่อครึ่งศตวรรษมาแล้วล้วนเป็นลูกหลานจีน ดังนั้นช่างปั้นจึงได้คิดคัดเลือกลวดลายที่เป็นมงคล
และมี |
|
ความหมายที่ดี เพื่อให้เกิดความรู้สุกที่ดีต่อผู้ใช้ นอกเหนือจากความงามเพียงอย่างเดียว ที่สุดก็ได้เลือกสรรลวดลายมังกร
ซึ่งแฝงและฝังไว้ด้วยความหมายตามความเชื่อ |
|
คตินิยมในวัฒนธรรมจีน
|
|
ลวดลายมังกรดั้นเมฆ
มังกรคาบแก้ว และมังกรสองตัวเกี่ยวพันกัน
ล้วนเป็นสัตว์สำคัญในเทพนิยายของจีน
เป็นเทพแห่งพลัง
แห่งความดี และแห่งชีวิต ช่างปั้นเลือกเอา
|
|
มังกรที่มี
3 เล็บหรือ 4
เล็บ เป็นลวดลายตกแต่งโอ่ง
ช่างผู้ชำนาญปาดเนื้อดินด้วยหัวแม่มือเป็นรูปมังกร
โดยไม่ต้องร่างแบบ
ขีดเป็นลายมังกรด้วยปลายซี่หวี
เป็นหนวด นิ้ว |
|
เล็บ
ส่วนเกล็ดมังกรหยักด้วยแผ่นสังกะสีแล้วเน้นลูกตาให้เด่นออกมา
|
| |
|
มารู้จักมังกรซิครับ |
|
พญานาค
|
เป็นชื่อที่คนไทยเรียก
|
| มังกร |
เป็นชื่อที่คนจีน
ญี่ปุ่น
เกาหลีและญวนใช้เรียก
|
|
จึงผิดกันเฉพาะรูปร่างหน้าตาและชื่อที่เรียกเท่านั้น
ไทยเราไม่เรียก แล้ง เล่ง
หรือ หลง ตามภาษาจีน
แต่เรียกมังกร มาจากบาลีสันสกฤตว่า
มกร หรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ |
|
ว่าถึงรูปร่างมกรก็เป็นอีกแบบหนึ่งไม่เหมือนรูปเล่งของจีน
ในหนังสือตำราพิชัยสงคราม
สมัยรัชกาลที่ 2
มีการจัดขบวนทัพข้ามน้ำเรียกว่า
มังกรพยุหะ
ก็เขียนรูปมังกรคล้าย |
|
พญานาค
เพียงแต่เพิ่มเขาและเท้าเข้าไปเท่านั้น
บางตัวก็มีเกล็ด
บางตัวก็มีลายแบบงู
ความจริงรูปร่างมังกรแบบจีน
คนไทยก็คงเคยเห็นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้วใน |
|
สมัยรัตนโกสินทร์ก็ใช้เป็นลายประดับตามประตู
และสลักบนแผ่นหินหลายแห่งรูปมังกรของจีนคงจะได้แพร่หลายไปตามภาชนะพวกถ้วยชามโอ่งไห
ดังได้พบบนลายโอ่ง |
|
สมัยราชวงศ์ถังที่พบในแม่น้ำลำคลอง |
|
ความจริงแล้วเรื่องของมังกร
พญานาค งู
ปลา จระเข้ มีเรื่องพัวพันกันชอบกลเรื่องของจีนที่เกิดสมัยที่นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว
ไทยแปลคำว่า เล้ง
เล่ง หลง
เป็น |
|
พญานาคหมด
ทำให้คนไทยเข้าใจเรื่องดีขึ้น
และไทยก็เอารูปมังกรมาเขียนเป็นเป็นแบบไทย
ๆ คล้ายพญานาคดังกล่าวมาแล้ว
|
|
ในหนังสือประวัติวัฒนธรรมจีนได้กล่าวถึงกำเนิดมังกรไว้เป็นความว่า
มังกรเกิดขึ้นในสมัยอึ่งตี่หรือหวงตี้
ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายประจำชาติจีน
เพราะ |
|
สมัยโบราณมนุษย์นิยมใช้รูปสัตว์หรือดอกไม้เป็นเครื่องหมายประจำเผ่าของตน
ชาติจีนที่ได้รวมขึ้นเป็นชาติใหม่
จึงควรมีเครื่องหมายประจำชาติใหม่
กษัตริย์อึ่งตี่จึงนำ |
|
ส่วนต่าง ๆ ของสัญลักษณ์ที่แต่ละเผ่าเคยใช้มารวมกัน
คือนำหัวของสัญลักษณ์ชนเผ่าวัว
ลำตัวของเผ่างู เกล็ดหางของเผ่าปลา
เขาของเผ่ากวาง
และเท้าของเผ่านก
นำ |
|
ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มาปรุงเป็นรูปสัตว์ชนิดใหม่ขึ้นเรียกว่า
เล้ง หรือมังกร
|
|
มังกรมีเล็บไม่เท่ากัน
มังกรผู้ยิ่งใหญ่หรือระดับหัวหน้าจะมี
5 เล็บ และรูปมังกรที่ฉลองพระองค์ของจักรพรรดิจะมีเล็บมากกว่ามังกรธรรมดา
คือ ธรรมดามีเพียง 4
เล็บ
|
|
รูปมังกรที่ฉลองพระองค์ก็จะมี
5 เล็บ และใช้เป็นเครื่องหมายของราชวงศ์ที่มียศสูงสุดส่วนพวกเจ้าชั้นที่
3 ที่ 4
หรือขุนนางใช้เป็นเครื่องหมายได้เพียงมังกรชนิดชนิด
4
|
|
เล็บเท่านั้น
ส่วนการประดับตกแต่งทั่ว ๆ
ไปก็จะใช้มังกรชนิด 3 เล็บเป็นพื้น
มังกรชนิด 5 เล็บนั้นกล่าวว่าเล็บที่
5 ไม่ได้เรียงกันแบบธรรมดา
เล็บที่ 5 จะวางอยู่ตรงกลางฝ่า |
|
เท้า
|
|
มังกรของจีน นอกจากจะมีเขาแบบกวางแล้ว
ตัวผู้ยังมีหนวดมีเคราอีกด้วย
ตั้งแต่รัชกาล
เถาจื่อ แห่งราชวงศ์ถัง
ได้เริ่มใช้มังกร 5
เล็บ
เป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ
|
|
|
มังกรมี 3
ชนิด แต่แบ่งหน้าที่เป็น 4
พวก |
|
จีนได้แบ่งชนิดของมังกรออกเป็น
3 ชนิดด้วยกัน คือ
|
|
หลง
|
เป็นพวกที่มีอำนาจมากที่สุด
มีนิสัยชอบอยู่บนฟ้า
|
| หลี
|
เป็นพวกที่ไม่มีเขา
อาศัยอยู่ในมหาสมุทร
|
| เจียว |
เป็นพวกมีเกล็ด
อยู่ตามลุ่มหนองหรือถ้ำในภูเขา
|
|
ที่รู้จักกันมากคือ
หลง ซึ่งมีส่วนต่าง
ๆ ของสัตว์ 9
อย่างดังกล่าวมาแล้ว
|
|
มังกรของจีนมีหน้าที่แบ่งกันทำ
4 พวกด้วยกัน
คือ
|
|
มังกรสวรรค์
|
มีหน้าที่รักษาวิมานเทวดาและค้ำจุนวิมานไม่ให้พังลงมา
|
| มังกรเทพหรือมังกรเจ้า
|
มีหน้าที่ให้ลมให้ฝนเพื่อประโยชน์ของมนุษย์
|
| มังกรพิภพ |
มีหน้าที่กำหนดเส้นทางดูแลแม่น้ำลำธาร
|
| มังกรเฝ้าทรัพย์ |
มีหน้าที่เฝ้าขุมทรัพย์ของแผ่นดิน
|
|
มีเรื่องน่าสังเกตว่า
หน้าที่ของมังกรไปตรงกับหน้าที่ของพญานาค
ซึ่งแบ่งออกเป็น 4
พวกเหมือนกัน
|
|
ไทยรู้จักมังกรมาตั้งแต่เมื่อไร |
|
อย่างต่ำที่สุดก็
พ.ศ.2276
ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มีรูปมังกรประดับพระเมรุด้วย
แต่รูปร่างจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ
มาเห็นรูป |
|
ร่างมังกรในตำราพิชัยสงครามสมัยรัชกาลที่
2 กรุงรัตนโกสินทร์ก็เป็นแบบไทย
ๆ คือคล้ายพญานาค
แต่ไม่มีหงอนสูง
มีเขา 2 เขา
มีครีบ มีตีน
|
|
|
ทำไมรูปมังกรจึงต้องมีลูกแก้วด้วย
|
|
ตามตำนานกล่าวว่า
มังกรมีไข่มุกมีค่าเท่ากับทองร้อยแท่งอยู่ในปาก เมื่อมังกรต่อสู้กันอยู่บนอากาศ
ไข่มุกก็ตกลงมาบนพื้นดิน
ต้นเรื่องของมังกรคาบแก้วหรือเล่น
|
|
แก้วจะมาจากเรื่องนี้หรือเปล่าไม่ทราบ
แต่ฟังตามเรื่องแล้วมังกรชอบเพชนนิลจินดามาก ตามภาพเขียนของจีนถ้าเป็นรูปมังกร
2 ตัวหันหน้าเข้าหากัน
ก็จะเป็นรูปกลม ๆ
สี |
|
แดงอยู่ระหว่างมังกรทั้งสองนี้
บ้างก็ว่ารูปกลมแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ |
|
|
ภูมิใจในคำขวัญ
เมืองโอ่งมังกร
|
|
ด้วยพื้นฐานของช่างปั้นซึ่งเป็นลูกหลานของคนจีน
เนื้อดินเหนียวเป็นวัตถุดิบชนิดดี
ช่างติดลายได้นำความสามารถเชิงศิลปะสะท้อนภาพชีวิตตามวัฒนธรรมจีน
มา |
|
ผสมผสานกับเทคนิคการผลิตเป็นอุตสาหกรรม
อดีตจากท่าน้ำหน้าเมือง
โอ่งมังกรจะแพร่ไปทั่วตามแม่น้ำลำคลอง
ที่เรือขายโอ่งจะผ่านไปได้
จนปัจจุบันนี้ รถบรรทุกสิบล้อ |
|
จะขนไปขายทั่วประเทศอย่างเนื่อง
ไม่ว่าเหนือจรดใต้ จนเป็นที่รู้จักว่าราชบุรีคือเมืองโอ่งมังกร
|
| |
|
เมื่องานกีฬาเยาวชนครั้งที่
5
และงานมหกรรมของดีเมืองราชบุรี
ปี 2532 จังหวัดได้สร้างคำขวัญเพื่อเผยแพร่ให้รู้จักจังหวัดราชบุรี
ว่า
|
คนสวยโพธาราม
คนงามบ้านโป่ง
เมืองโอ่งมังกร
|
|
วัดขนอนหนังใหญ่
ตื่นใจถ้ำงาม
ตลาดน้ำดำเนิน |
|
เพลินค้างคาวร้อยล้าน
ย่านยี่สกปลาดี
|
| |
|
ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหรมมพื้นบ้านของสำนักงานอุสาหกรรมจังหวัดราชบุรีสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมเซรามิกส์
เช่น โรงงานเถ้าฮงไถ่ก็หันไปผลิตเครื่อง |
|
ปั้นดินเผ่าประเภทออกแบบลวดลาย
สวยงามตามความต้องการของลูกค้าผลิตภัณฑ์จากโรงงานนี้ได้
มาตรฐานสามารถส่งออกไปจำหน่าย
|
| |
|
ต่างประเทศได้
กรมศิลปากรเคยมาว่าจ้างให้ผลิตเครื่องปั้นดินเผ่าที่มีคุณค่าเพื่อใช้ในงานฉลอง
200 ปี กรุงเทพมหานคร
ถ้วยชามเบญจรงค์เลียนแบบของเก่าก็มีผลิตที่ |
|
โรงงานรัตนโกสินทร์นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาถึงราชบุรีก็อดใจซื้อติดมือกลับไปไม่ได้
ส่วนโรงงานสยามราชเครื่องเคลือบก็พัฒนาการผลิตเป็นแจกัน
เลียนแบบเครื่องสังคโลก
|
|
แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมนัก
บางโรงงานก็ก้าวไปไกลหันไปผลิตถ้วยชามและของชำร่วย
เช่น โรงงานเซรามิกส์บ้านโป่ง
|
| |
|
ปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความก้าวหน้าทางเทคนิคและวิทยาการของอุตสาหกรรม มีการประดิษฐ์วัตถุภัณฑ์ใหม่
ๆ ขึ้นมาใช้แทนไหโอ่งมากขึ้นประกอบ
|
|
กับเริ่มมีปัญหาเรื่องปิดป่าหาฟืนยาก
จนถึงกับต้องตั้งเป็นสมาคมโรงงานสมาชิกต้องร่วมใจกันเสียสละปลูกป่าทดแทนในเขตสัมปทานโดยเฉพาะ
พร้อมกันนั้นต้องหันมาใช้ |
|
แก๊สช่วยในการเผาไหม้
นับเป็นผลกระทบต่อธุรกิจการค้าของโรงงาน
|
|
อย่างไรก็ตาม
โอ่งลายมังกรเมืองราชบุรี
คงจะเป็นสินค้าออกของจังหวัดไปอีกนานทีเดียว
|
| |
|
การทำโอ่งมังกรมีด้วยกัน ๕ ขั้นตอน ครับ |
| |
|
| |
ขั้นตอนที่ ๑ การเตรียมดิน
เนื้อดินสีน้ำตาลแดงที่ได้จากท้องนาทั่วไปในจังหวัดราชบุรีเป็นเนื้อดินเหนียวที่มีคุณภาพดีเยี่ยม
มีความละเอียดเหนียวเกาะตัวกันได้ดีนำมาหมักไว้ในบ่อดิน แช่น้ำทิ้งไว้ ๑
สัปดาห์เพื่อให้น้ำซึมเข้าในเนื้อดินให้ดินอ่อนตัวทั่วถึงกันและเป็นการทำความสะอาดดินไปในตัวด้วย
หลังจากนั้นตักดินขึ้นมากองไว้ แทงหรือตักดินด้วยเหล็กลวดให้เป็นก้อน
นำเข้าเครื่องโม่หรือเครื่องนวดเพื่อให้เนื้อดินเข้ากัน
แล้วใช้เหล็กลวดหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลวดตัวเก็ง
ตักดินที่โม่แล้วให้เป็นก้อนมีขนาดเหมาะพบกับการปั้นงานแต่ละชิ้นนำมานวด
โดยผสมทรายละเอียดเล็กน้อยอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้โอ่งมังกรมีเนื้อที่แกร่งและคงทนยิ่งขึ้น |
| |
|
|
|
ขั้นตอนที่ ๒
การขึ้นรูปหรือการปั้น แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ
ส่วนขาหรือส่วนกัน
โดยการนำดินที่ผ่านการนวดให้เป็นเส้นแล้วมีความยาวประมาณ ๓๐ เซลติเมตร
วางลงบนแผ่นไม้ ซึ่งวางบนแป้น
ก่อนวางต้องใช้ขี้เถ้าโยเสียก่อนเพื่อไม่ให้ดินติดกับแผ่นไม้และสะดวกต่อการยกลง
เนื้อดินส่วนนี้มีลักษณะเป็นก้อนกลมหรือก้อนสี่เหลี่ยมแผ่ออกเป็นวงกลม
เส้นผ่าศูนย์กลางตามขนาดของโอ่งที่ต้องการ
จากนั้นนำดินเส้นมาวางต่อกันเป็นชั้นเรียนกว่า การต่อเส้น
เมื่อปั้นตัวโอ่งและยกลงจากแป้นแล้ว ตบแต่งผิวด้านนอกและ ด้านใน
โดยการขูดดินที่ไม่เสมอกันออกให้ผิวเรียบ
แล้วใช้ลูบเพื่อให้ผิวเนียนอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนลำตัว
นำตัวขาหรือส่วนก้นที่แห้งพอหมาดมาวางบนแป้นที่มีขนาดเตี้ยกว่าแป้นที่ปั้นส่วนขา
ตบแต่งผิวอีกครั้งด้วยฮุยหลุบและไม้ตี
นำดินเส้นมาวางต่อกันเป็นชั้นสำหรับส่วนสำตัวทำนองเดียวกับส่วนขา
วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางให้ได้ตามต้องการ ใช้ไม้ต๊าขุดดินและแต่งผิวให้เรียบ
ทิ้งไว้พอหมาด
ส่วนปาก
ลักษณะการต่อเส้นคล้ายกับสองส่วนแรก
แป้นมีขนาดเตี้ยลงอีกก่อนจะต่อเส้นต้องตบแต่งผิวส่วนลำตัวและส่วนขาด้วยไม้ต๊าเสียก่อน
ใช้ดินเส้นประมาณห้าเส้นวัดความสูงได้ประมาณ ๗๐ เซนติเมตร
ใช้พองน้ำลูบผิวให้เรียบ จากนั้นใช้ผ้าด้ายดิบชุบน้ำลูบส่วนบน
พร้อมกับบีบหรือกดให้ขึ้นเป็นรูปขอบปากโอ่ง ใช้ไม้ต๊าตบแต่งให้เรียบเสมอกันอีกครั้งหนึ่ง
ยกไปวางผึ่งให้เป็นระเบียบ เพื่อรอการทำในขั้นต่อไป
สำหรับการยกลงจากแป้นนั้นต้องใช้ช่างปั้นสองคนช่วยกันยกด้วยเชือกหาม
เป็นเชือกที่นำมามัดไขว้กันเป็นวงกลมให้มีขนาดเท่ากับตัวโอ่งพอดี
ปล่อยปลายยาวทั้งสองด้านสำหรับจับยกหาม
สำหรับส่วนปากซึ่งทำไว้เป็นจำนวนมากนั้น
ถ้าทิ้งไว้นานก่อนถึงขั้นตอนการเขียนลายจะทำให้แห้งเกินไป
จึงต้องทำให้อยู่ในสภาพเปียกหมาดๆ อยู่เสมอ โดยใช้พลาสติกคลุมไว้
การขึ้นรูปโอ่งแต่ละใบใช้เวลาประมาณ ๒๐ - ๓๐ นาที
|
| |
|
|
|
ขั้นตอนที่
๓ การเขียนลาย
ก่อนที่จะนำโอ่งมาเขียนลาย ต้องตบแต่งผิวให้เรียบเสียก่อนด้วยฮุ่ยหลุบและไม้ตี
โอ่งที่ตบแต่งผิวเรียบร้อยแล้วจะต้องนำมาเขียนลายทันทีเพราะถ้าทิ้งไว้เนื้อดินจะแห้งทำให้เขียนลายไม่ได้
สำหรับแป้นที่ช่างใช้เขียนลายนั้นจะต้องเป็นแป้นไม้หมุน
ขณะเขียนลายลงบนตัวโอ่งช่างจะใช้เท้าถีบที่แกนหมุนไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะเขียนเสร็จ
วัสดุที่ใช้เขียนลายเป็นดินเนื้อละเอียดผสมกับดินขาวเรียกว่า ดินติดดอก
มีสีนวล ดินขาวนั้นได้มาจากจังหวัดจันทบุรีหรือสุราษฎร์ธานี
ซึ่งมีคุณภาพดี เหมาะสำหรับการนำมาเป็นดินติดดอกบนตัวโอ่งราชบุรี
ช่างเขียนลายจะใช้ดินสีนวลนี้ปาดด้วยมือเป็นเส้นเล็กๆ
รอบตัวโอ่งแบ่งเป็นสามตอนหรือสามช่วง
คือช่วงปากโอ่งลำตัวและส่วนเชิงล่างของโอ่ง
ในแต่ละตอนแตะละช่างจะมีลวดลายที่ไม่เหมือนกัน
ช่วงปากโอ่ง นิยมเขียนลายดอกไม้ หรือลายเครือเถา
ใช้วีที่เรียกว่าพิมพ์ลาย
นำกระดาษฉลุลายวางทาบบนโอ่งแล้วปาดด้วยดินติดดอก ใบหนึ่งๆ จะมีประมาณ ๔
ช่วงตัวแบบ
ช่วงลำตัว นิยมเขียนรูปมังกรมีทั้งมังกรดั้นเมฆ มังกรคาบแก้ว
และมังกรสองตัวเกี่ยวกัน ช่างเขียนลายจะเป็นผู้ที่ชำนาญมาก
ปาดเนื้อดินด้วยหัวแม่มือเป็นรูปร่างมังกรอย่างคร่าวๆ
โดยไม่ต้องมีแบบร่างก่อน
จากนั้นจะใช้ปลายหวีขีดเป็นตัวมังกรใช้ซี่หวีตกแต่งเป็นส่วนหนวด
นิ้วและเล็บสำหรับเกล็ดมังกรใช้สังกะสีที่ตัดปลายหยักไปมาบนตัวมังกร
และเน้นส่วนลูกตาของมังกรให้มีความนูนเด่นออกมา
ช่วงเชิงล่างของโอ่ง ใช้วิธีการติดลายคล้ายกับส่วนปาก
จากนั้นใช้น้ำลูบที่ลายทั้งหมด เพื่อให้ลายมีผิวเรียบเสมอกันและลื่น
เป็นการเตรียมสู่ขั้นตอนการเคลือบและเผาต่อไปโอ่งแต่ละใบช่างผู้ชำนาญจะใช้เวลาการเขียนลายประมาณ
๑๐ นาที
|
| |
|
 |
ขั้นตอนที่
๔ การเคลือบ
น้ำยาที่ใช้ในการเคลือบเป็นส่วนผสมของขี้เถ้าและน้ำโคลนหรือเลนและสีเล็กน้อย
ซึ่งเป็นสีที่ได้จากออกไซด์ของเหล็ก
ส่วนใหญ่มีสีน้ำตาลเข้มการเคลือบจะนำโอ่งไปวางหงายในกระทะขนาดใหญ่
หรือกระทะในบัว ใช้น้ำยาเคลือบเทราดให้ทั่วทั้งด้านในและด้านนอก
แล้วจึงนำไปวางผึ่งลมไว้ โอ่งที่เคลือบน้ำยานั้น
นอกจากจะทำให้เกิดสีสันสวยงานเป็นมันเมื่อเผาแล้ว
ยังช่วยในการสมานรอยต่างๆ ในเนื้อดินให้เข้ากัน
เมื่อนำไปใส่น้ำจะไม่ทำให้น้ำซึมออกมาด้านนอกด้วย |
| |
|
|
|
ขั้นตอนที่
๕ การเผา เตาเผาโอ่งมังกรเรียกว่า เตาจีนหรือเตามังกง
ก่อด้วยอิฐทนไฟเป็นรูปยาว
ด้านหัวเตาเจาะเป็นช่องประตูสำหรับเป็นทางลำเลียงโอ่งและภาชนะดินเผาอื่นๆ
ด้านบนของเตาทั้งสองด้านเจาะรูเป็นระยะ เรียกว่า ตา
เพื่อใช้ใส่เชื้อเพลิงคือฟืนปัจจุบันใช้ฟืนไม้กระถิน
ลักษณะของเตามังกรนี้ด้านหนึ่งอยู่ระดับเดียวกับพื้นดินใช้เป็นหัวเตาสำหรับก่อไฟ
อีกด้านหนึ่งสูงกว่าเพราะต้องทำให้ตัวเตาเอียงลาด เป็นส่วนก้นของเตา
ใช้เป็นปล่องระบายควัน
ก่อนการสำเลียงโอ่งเข้าเตาเผา
ต้องเกลี่ยพื้นเตาในให้เรียบเสมอกันก่อนแล้วจึงจัดวางโอ่งให้เป็นระเบียบ
การวางโอ่งซ้อนกันจะมีแผ่นเคลือบเรียนว่า กวยจักร
เป็นตัวรองไว้ นอกจากตัวโอ่งแล้วถ้ายังมีที่ว่างเหลือก็จะนำไห ชาม
กระถาง ที่มีขนาดเล็กมาวางเผาพร้อมกัน
สำหรับภาชนะขนาดเล็กมีดินรองที่ปากซึ่งเป็นดินเหนียวผสมทราย
เมื่อลำเลียงโอ่งเข้าประตูเตาแล้ว ก่อนเผาจะต้องใช้อิฐปิดทางให้มิดชิด
เพื่อมิให้ความร้อนระบายออกได้ เตาขนาดใหญ่สามารถจุโอ่งได้คราวละ ๓๐๐
๔๐๐ ใบ
หรือสามารถนำออกบรรทุกรถขนาดใหญ่ได้เตาละ ๕ คัน
การจุดไฟต้องเริ่มจุดที่หัวเตาก่อน
เมื่อติดดีแล้วทยอยใส่ฟืนที่ช่องเตาทั้งสองด้าน
ความร้อนในเตาต้องมีอุณหภูมิถึง ๑,๒๐๐0
การดูว่าโอ่งนั้นเผาสุกได้ที่หรือยังต้องดูตามช่องใส่ฟืนและต้องดูจากชั้นต่ำสุดก่อน
หากยังไม่สุกดีก็ต้องเติมไฟลงไปอีก ถ้าสุกดีแล้วก็ใช้อิฐปิดช่องนั้น
และดูช่องถัดไปตามลำดับด้วยวิธีเดียวกัน
จนกว่าจะสุกทั่วทั้งเตาจึงเลิกใส่ฟืน แล้วปล่อยให้ไฟดับเอง
ทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ ๑๒ ชั่วโมง
ความร้อยในเตาจะค่อยลดลงจนสามารถเปิดช่องประตูเตานำโอ่งออกมาได้
วันหนึ่งๆ มีโอ่งมังกรนับหมื่นใบถูกลำเลียงออกไปขายทั่งประเทศ
จากเส้นทางสัญจรทางน้ำมาเป็นทางหลวงแผ่นดิน
โอ่งมังกรก็สามารถไปไกลทั่วทุกภาคของประเทศบางครั้งไปถึงต่างประเทศในเอเชีย
เป็นการนำมาซึ่งรายได้มหาศาลแก่ประเทศชาติ
|
| |
|
|
กลับหน้าแรก |
|
|