การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน  

 

1.  กรณีลูกจ้างยังไม่เคยขึ้นทะเบียนประกันสังคมมาก่อน

                          เมื่อรับลูกจ้างใหม่เข้าทำงาน  และลูกจ้างนั้นยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน  ให้นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์  และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์    โดยยื่นแบบหนังสือนำส่งแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน  (สปส. 1-02)      และแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน  (สปส. 1-03)  พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน    หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ประกันตนภายใน  30  วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน

 2.  กรณีรับลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้าทำงาน

                        กรณีลูกจ้างเคยเป็นผู้ประกันตนจากสถานประกอบการอื่น  (เคยยื่นแบบ  สปส.1-03)  แล้ว   ให้นายจ้างแจ้งการรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยใช้แบบแจ้งการรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน  (สปส. 1-03/1)ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน
 

                การแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของนายจ้าง  และผู้ประกันตน

                         เมื่อข้อมูลใด ๆ  ของนายจ้าง  และลูกจ้างที่ได้แจ้งไว้กับสำนักงานประกันสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป   นายจ้างจะต้องแจ้งให้สำนักงานประกันสังคมราชบุรีหรือสาขาบ้านโป่งทราบข้อมูลใหม่ ภายในวันที่  15  ของเดือนถัดไป ดังนี้                                                                                                                    

                  การแจ้งการลาออกของผู้ประกันตน

กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงาน  ให้นายจ้างแจ้งการออกจากงานโดยใช้หนังสือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน  (สปส. 6-09) 

     การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน

กรณีที่ผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงชื่อ-ชื่อสกุล  หรือข้อมูลสถานภาพครอบครัว  และข้อมูลจำนวนบุตร  ให้ใช้แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน (สปส.6-10)

     การแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง

กรณีที่นายจ้างเปลี่ยนชื่อกิจการ    เปลี่ยนแปลงที่อยู่    เพิ่มหรือยกเลิกสาขา     หยุดกิจการชั่วคราวหรือเลิกกิจการ   ฯลฯ    ให้นายจ้างแจ้งโดยใช้แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง  (สปส. 6-15)

 

 

 

ผู้ประกันตนโดยสมัครใจมาตรา  39

            เมื่อลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  33  ลาออกจากงาน   ลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครอง กรณี  คือ  เจ็บป่วย  ทุพพลภาพ  คลอดบุตร  และตาย  จากการประกันสังคมต่อไปอีก  เดือน

            หากลูกจ้างมีความประสงค์จะได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคมต่อไปหลังจากออกจากงาน  ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา39 ได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1.  เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  33  และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน

2.  ต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม

การยื่นใบสมัคร

ต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดราชบุรี  หรือ  สาขาบ้านโป่ง  ตั้งอยู่เลขที่  22/3-5  . 5  .เบิกไพร  อ.บ้านโป่ง  จ.ราชบุรี  ภายใน  เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

หลักฐานการสมัคร

1.  แบบคำขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  39  (สปส. 1-20)

2.  บัตรประกันสังคมพร้อมสำเนา

3.  บัตรประจำตัวประชาชน  พร้อมสำเนา

วันเริ่มต้นการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  39

            ผู้สมัครจะเริ่มต้นการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  39  ในวันที่  ของเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานประกันสังคม  ตัวอย่างเช่น นาย  ก. ยื่นใบสมัครเมื่อวันที่ 5 ..47  ได้รับอนุมัติจากสำนักงานประกันสังคม เมื่อวันที่ 5 ..47 นาย ก. จะมีผลเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 ในวันที่ 1 ..47  เป็นต้นไป

 

 

 

การนำส่งเงินสมทบ
 

เงินสมทบที่ต้องนำส่ง

            นำส่งเงินสมทบเดือนละ  432  บาท  เท่ากันทุกคน   โดยยื่นแบบนำส่งเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา  39  (สปส.1-11)  ภายในวันที่  15  ของเดือนถัดไป

             เงินสมทบคำนวณจากฐานค่าจ้าง  4,800  บาท  X  อัตราเงินสมทบ  9%

วิธีการชำระเงินสมทบ  

เงินสดหรือเช็ค 

ธนาณัติ 

หักบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย  (มหาชนจำกัด  ของผู้ประกันตน

หน้าที่ของผู้ประกันตนมาตรา  39

1.      ต้องนำส่งเงินสมทบเป็นประจำทุกเดือนภายในวันที่  15  ของเดือนถัดไป   หากนำส่งเงินสมทบเกินกำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับ  2%  ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย

2.  แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงให้สำนักงานประกันสังคมทราบ  ดังนี้ 

กรณีย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนสถานที่นำส่งเงินสมทบ  ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30  วัน

กรณีเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุล  หรือแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ  ต้องแจ้งทันทีพร้อมแนบสำเนาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

- กรณีประสงค์ลาออก  หรือกลับเข้าทำงานและมีสถานะเป็นผู้ประกันตนมาตรา  33 ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรทันที 
 


 

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

1. ได้รับความคุ้มครอง  รวม  กรณีไดแก่  กรณีเจ็บป่วย  ทุพพลภาพ  ตายไม่เนื่องจากการทำงาน  คลอดบุตร  สงเคราะห์บุตร  และชราภาพ  ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  33

2. การใช้การบริการทางการแพทย์  ในกรณีเจ็บป่วย  จะได้รับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล  ซึ่งได้ระบุสถานพยาบาลตามที่ได้เลือกไว้

เหตุที่ทำให้ผู้ประกันตนตามมาตรา  39  สิ้นสภาพ

1. ไม่ส่งเงินสมทบ  เดือน  ติดต่อกัน  (สิ้นสภาพตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงินสมทบ)

2.  ลาออก

3.  กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  33

4.  ตาย

5.  ภายในระยะเวลา  12  เดือน  ส่งเงินสมทบไม่ครบ  เดือน

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับภายหลังจากการสิ้นสภาพ

            -  การสิ้นสภาพตามข้อ 1,2  และ   จะได้รับการคุ้มครองเฉพาะกรณีเจ็บป่วย  ทุพพลภาพ  คลอดบุตร  และตาย  ต่อไปอีก  เดือน  นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน  ทั้งนี้ต่อเมื่อผู้ประกันตนได้นำส่งเงินสมทบจนครบเงื่อนเวลาที่ก่อให้เกิดสิทธิในแต่ละกรณีแล้ว

            -  การสิ้นสภาพตามข้อ  3  สามารถนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องได้ทุกกรณี

การสิ้นสภาพตามข้อ  4   และมีบุตรที่อยู่ระหว่างการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรจะได้รับเงินสงเคราะห์ต่อเนื่องจนบุตรอายุ
ครบ 
ปีบริบูรณ์

ทางเลือกใหม่ในการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา  39

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตน  ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย  สำนักงานฯ จึงเพิ่มทางเลือกใหม่ในการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา  39   โดยวิธีการหักบัญชีเงินฝากธนาคารของโดยปฏิบัติ  ดังนี้

                        -  เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารกรุงไทย  จำกัด  (มหาชน)   

                        -  แจ้งความจำนงต่อสำนักงานฯ  โดยยื่นแบบคำขอส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน  ตามมาตรา  39  โดยทางธนาคาร 

                        -  ธนาคารจะหักเงินสมทบจากบัญชีเงินฝากของผู้ประกันตนเดือนละ  ครั้ง  (ภายในวันที่ 15  ของเดือนถัดไป)     โดยธนาคารจะหักค่าธรรมเนียมครั้งละ 10  บาท 

                        -  กรณีในบัญชีมีเงินฝากไม่เพียงพอที่ธนาคารจะหักบัญชีไว้  ท่านจะต้องนำส่งเงินสมทบด้วยตนเอง  ณ  สำนักงานประกันสังคมฯ

การนำส่งเงินสมทบ

            นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือน  ภายในวันที่  15  ของเดือนถัดไปโดยนำส่งที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดราชบุรี  หรือสาขาบ้านโป่ง  หรือธนาคารกรุงไทย  จำกัด  ทุกสาขา  หรือธนาคารกรุงศรีอยุธยา  จำกัด  ทุกสาขา  จะได้รับใบเสร็จรับเงินทันที

หากนำส่งเงินสมทบเกินกำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับ  2%  ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย

อัตราเงินสมทบ

                        J  นายจ้าง   5  %  ของค่าจ้าง                  J  ลูกจ้าง     5  %  ของค่าจ้าง

            แบบที่ใช้ส่งเงิน

1.      นำส่งเงินสมทบด้วยแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ สปส. 1-10 (ส่วนที่ 1 และ2)

1.1    กรอกรายละเอียดในแบบ สปส. 1-10 (ส่วนที่ 1) ให้ครบถ้วนถูกต้อง

1.2    กรอกรายละเอียดในแบบ สปส. 1-10 (ส่วนที่ 2) ประกอบด้วย

-          เลขประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน ต้องกรอกให้ครบถ้วนทุกราย

-          ชื่อ-ชื่อสกุลผู้ประกันตน พร้อมคำนำหน้าชื่อที่ชัดเจน

-          ค่าจ้าง ให้กรอกค่าจ้างตามที่จ่ายจริง

-          กรอกรายการเงินสมทบที่นำส่ง โดยคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างตามที่จ่ายจริง คูณกับอัตราเงินสมทบที่ต้องนำส่ง กรณีค่าจ้างที่จ่ายจริงต่ำกว่า 1,650 บาท หรือเกินกว่า 15,000 บาท ให้คำนวณจากค่าจ้าง 1,650 บาท หรือ 15,000 บาท

2.      การนำส่งเงินสมทบด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์

2.1    กรณีนำส่งด้วย Diskette

-          ลงทะเบียนตามแบบคำขอทำรายการของสำนักงานประกันสังคม (สปส.1-05/1)

-          กรอกข้อมูลรายละเอียดใบแนบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 1) ให้ครบถ้วนถูกต้อง

-          กรอกข้อมูลรายละเอียด ส่วนที่ 2 ในแผ่น Diskette ประกอบด้วย

-    เลขประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน ต้องกรอกให้ครบถ้วนทุกราย

-    ชื่อ-ชื่อสกุลผู้ประกันตน พร้อมคำนำหน้าชื่อที่ชัดเจน

-    ค่าจ้าง ให้กรอกค่าจ้างตามที่จ่ายจริง

-     กรอกรายการเงินสมทบที่นำส่ง โดยคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างตามที่จ่าย     จริงคูณกับอัตราเงินสมทบที่ต้องนำส่ง กรณีค่าจ้างที่จ่ายจริงต่ำกว่า 1,650 บาท หรือเกินกว่า 15,000 บาท ให้คำนวณจากค่าจ้าง 1,650 บาท หรือ 15,000 บาท

2.2    กรณีนำส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

-          ลงทะเบียนตามแบบคำขอรหัสผ่าน (PASSWORD)ตามแบบ สปส. 1-05

-          กรอกรายละเอียดในแบบ สปส. 1-10 (ส่วนที่ 1) ให้ครบถ้วนถูกต้อง

-          กรอกข้อมูลรายละเอียด ส่วนที่ 2 (ข้อมูลเหมือนข้อ  2.1)  แล้วส่งทางอินเตอร์เน็ต ให้สำนักงานประกันสังคม (ส่วนกลาง)

วิธีการชำระเงินสมทบ 

-      เงินสด  หรือ  เช็ค 

-      ธนาณัติ 

-      โอนผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด หรือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด

         การจัดทำทะเบียนผู้ประกันตน

                           ให้นายจ้างจัดให้มีทะเบียนผู้ประกันตน  (สปส. 6-07)  ตามแบบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด  เพื่อประโยชน์ในการตรวจตราและควบคุมงานอันเกี่ยวกับการประกันสังคม  โดยให้นายจ้างเก็บรักษาไว้  ณ  สถานที่ทำงานของนายจ้างที่ลูกจ้างอยู่  พร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจได้

 

กลับหน้าหลัก